Profiel van Chakorneverything is connected.Foto'sWeblogLijsten Extra Help

Weblog


    14 oktober

    หัวข้อการพูดคุย 13 ข้ออัพเดทอย่างรวดเร็วกับชาคร ไชยปรีชา

     

    ข้อความ

    13 ข้ออัพเดทอย่างรวดเร็วกับชาคร ไชยปรีชา
    1. เท้าบวมอย่างไร้สาเหตุ ไม่เจ็บไม่ปวดอะไรเลย กำลังจะไปหาหมอเพื่อเจาะเลือดตรวจในวันรุ่งขึ้น
     
    2. วันจันทร์ไปพังงาเพื่อไปดูกองถ่ายหนังใหม่ของอุ๋ย นนทรีย์ ใครจะเอาอะไรก็โทรมาบอก ไม่อยู่ 2 วัน
     
    3. วันก่อนไปดูหนังเจอต้อง คิดถึงมาก เจอกันในระยะสั้นๆ แต่ไว้จะมาเล่าให้ฟังยาวๆ
     
    4. คิดหนังใหม่ได้อีกเรื่อง ชื่อเรื่อง "stay here" ซึ่งจะทำหลัง "หม่องคินมิน" เนื้อเรื่องก็เข้าสู่ด้านมืดขึ้นทุกวันๆ กูเป็นอะไรมากป่ะเนี่ย
     
    5. ขอขอบคุณคุณยู ณ ซัมเดย์ ที่ทำให้เราตระหนักว่าเราให้เวลากับตัวเองน้อยเกินไป ขอบคุณที่ทำให้เราอยากเป็นคนที่ดีขึ้นจริงๆ ถึงจะไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลย
     
    6. สนุกสนานกับการโหลดเพลงด้วยโปรแกรมโซลซีคมาก แต่เสียดายเพลงลูกทุ่งเสื่อมๆหายากไปหน่อย
     
    7. seasons change เป็นหนังที่ยากจะบอกว่ามันดีหรือไม่ เพราะข้อด้อยของมันเป็นอะไรที่ละเอียดอ่อนมากจนยากจะแยก เอาเป็นว่ามันมีความดีในระดับกลางๆ แต่ให้ความรู้สึกดีในระดับค่อนข้างสูงแล้วกัน
     
    8. การฟังเพลงบ่อยๆเป็นการผ่อนคลายอารมณ์ชั้นดี แต่ถ้ามากเกินไปมันจะกลายเป็นการหันเหความสนใจจากความคิดของเราได้
     
    9. พยายามพัฒนาตัวเองในการทำงานและเรียนอยู่ แต่ยากเหลือเกินที่จะทำทั้ง 2 อยากให้ดีในเวลาเดียวกัน เพราะมันดึงความสนใจจากกันยากเหลือเกิน
     
    10. อยากอยู่กับความคิดตัวเองให้เยอะๆ แต่เมื่อไหร่จะเจอคนโดนๆเหมือนตอนที่เจอบุคคลอ้างอิงในข้อ 3 อีกเสียที
     
    11. กำลังเขียนหนังสืออยู่บ่อยๆ เมื่อไหร่จะจบซักเรื่องเสียที
     
    12. สวนสันติชัยปราการเป็นอะไรที่นั่งแล้วชิลมาก ทำให้เขียนหนังสือได้เพิ่มอีกหน้านึงภายใน 15 นาทีแน่ะ ชอบเวลาอยู่ในสวนแล้วเรามองออกไปนอกถนนเห็นรถวิ่งน่ะ เหมือน 2 โซนนี้อยู่คนละโลกกันเลย แต่กลับเข้ากันได้อย่างประหลาด
     
    13. งานแฟตจะมาอีกแล้ว ไวมาก เหมือนนับงานนี้เป็นวันเกิดของเราเลยน่ะ เพราะเวลามีงานแฟตทีก็จะรู้สึกว่าเราแก่ขึ้นอีกปีแล้วเหรอ รู้สึกมากกว่าวันเกินเราซะอีก ปีนี้บัตร 300 แพงพระกาฬ แต่เราพอใจมากเพราะเชื่อว่ามันจะกรองคนได้ดี
     
     
    ไปละ กลับมาจากพังงาแล้วว่ากันอีกที
     
    เป็นก่อ
    03 september

    13 ข้ออัพเดทอย่างรวดเร็วกับชาคร ไชยปรีชา

    1. เท้าบวมอย่างไร้สาเหตุ ไม่เจ็บไม่ปวดอะไรเลย กำลังจะไปหาหมอเพื่อเจาะเลือดตรวจในวันรุ่งขึ้น
     
    2. วันจันทร์ไปพังงาเพื่อไปดูกองถ่ายหนังใหม่ของอุ๋ย นนทรีย์ ใครจะเอาอะไรก็โทรมาบอก ไม่อยู่ 2 วัน
     
    3. วันก่อนไปดูหนังเจอต้อง คิดถึงมาก เจอกันในระยะสั้นๆ แต่ไว้จะมาเล่าให้ฟังยาวๆ
     
    4. คิดหนังใหม่ได้อีกเรื่อง ชื่อเรื่อง "stay here" ซึ่งจะทำหลัง "หม่องคินมิน" เนื้อเรื่องก็เข้าสู่ด้านมืดขึ้นทุกวันๆ กูเป็นอะไรมากป่ะเนี่ย
     
    5. ขอขอบคุณคุณยู ณ ซัมเดย์ ที่ทำให้เราตระหนักว่าเราให้เวลากับตัวเองน้อยเกินไป ขอบคุณที่ทำให้เราอยากเป็นคนที่ดีขึ้นจริงๆ ถึงจะไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลย
     
    6. สนุกสนานกับการโหลดเพลงด้วยโปรแกรมโซลซีคมาก แต่เสียดายเพลงลูกทุ่งเสื่อมๆหายากไปหน่อย
     
    7. seasons change เป็นหนังที่ยากจะบอกว่ามันดีหรือไม่ เพราะข้อด้อยของมันเป็นอะไรที่ละเอียดอ่อนมากจนยากจะแยก เอาเป็นว่ามันมีความดีในระดับกลางๆ แต่ให้ความรู้สึกดีในระดับค่อนข้างสูงแล้วกัน
     
    8. การฟังเพลงบ่อยๆเป็นการผ่อนคลายอารมณ์ชั้นดี แต่ถ้ามากเกินไปมันจะกลายเป็นการหันเหความสนใจจากความคิดของเราได้
     
    9. พยายามพัฒนาตัวเองในการทำงานและเรียนอยู่ แต่ยากเหลือเกินที่จะทำทั้ง 2 อยากให้ดีในเวลาเดียวกัน เพราะมันดึงความสนใจจากกันยากเหลือเกิน
     
    10. อยากอยู่กับความคิดตัวเองให้เยอะๆ แต่เมื่อไหร่จะเจอคนโดนๆเหมือนตอนที่เจอบุคคลอ้างอิงในข้อ 3 อีกเสียที
     
    11. กำลังเขียนหนังสืออยู่บ่อยๆ เมื่อไหร่จะจบซักเรื่องเสียที
     
    12. สวนสันติชัยปราการเป็นอะไรที่นั่งแล้วชิลมาก ทำให้เขียนหนังสือได้เพิ่มอีกหน้านึงภายใน 15 นาทีแน่ะ ชอบเวลาอยู่ในสวนแล้วเรามองออกไปนอกถนนเห็นรถวิ่งน่ะ เหมือน 2 โซนนี้อยู่คนละโลกกันเลย แต่กลับเข้ากันได้อย่างประหลาด
     
    13. งานแฟตจะมาอีกแล้ว ไวมาก เหมือนนับงานนี้เป็นวันเกิดของเราเลยน่ะ เพราะเวลามีงานแฟตทีก็จะรู้สึกว่าเราแก่ขึ้นอีกปีแล้วเหรอ รู้สึกมากกว่าวันเกินเราซะอีก ปีนี้บัตร 300 แพงพระกาฬ แต่เราพอใจมากเพราะเชื่อว่ามันจะกรองคนได้ดี
     
     
    ไปละ กลับมาจากพังงาแล้วว่ากันอีกที
     
    เป็นก่อ
    16 augustus

    ตะลึง!! เลือดเต็มตีน กองบรรณาธิการนิตยสารภาพยนตร์ชื่อดัง

    เกิดเหตุการณ์สุดช็อค!! เมื่อพบกองบรรณาธิการนิตยสารภาพยนตร์หมกตัวอยู่ในห้องส้วมสาธารณะในห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านสยามสแควร์ ร้อนถึง รปภ. และเพื่อนร่วมงาน ร่วมเข้าเคลียร์สถานการณ์
     
    เมื่อค่ำวันอังคารที่ 15 สิงหาคม 2549 เวลาราว 20.00 น. พบนายพลากร เจียมธีระนาถ หรือต๊อบ กองบรรณาธิการนิตยสารภาพยนตร์ "PULP" หรือที่ชาวบ้านชอบออกเสียงกันอย่างง่ายกันว่า "พลับ" ยืนเละท่ามกลางกองเลือดอยู่ในห้องส้วมสาธารณะ ณ ห้างสรรพสินค้าสยามเซ็นเตอร์ เขตปทุมวัน ทราบภายหลังว่าก่อนเกิดเหตุ นายพลากรกำลังผลีผลามวิ่งเข้าไปร่วมงานเปิดตัวภาพยนตร์รอบสื่อมวลชนเรื่อง "เดอะกิ๊ก" กำกับโดยนายธีระธร สิริพันธ์วราภรณ์ หรือซ้ง ท่ามกลางเวลาอันเร่งเร้าใกล้ฉาย โดยมีนายชาคร ไชยปรีชา หรือก่อ และพี่มอลลี่ (นามสมมุติ) เพื่อนร่วมงาน รอคอยการมาถึงของนายพลากร ณ ชั้น 6 ศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอรี่ ซึ่งมีทางเชื่อมติดต่อกับห้างที่เกิดเหตุ
     
    ขณะที่นายพลากรกำลังวิ่งขึ้นบันไดเลื่อนซึ่งเชื่อมจากรถไฟฟ้า BTS เข้าสู่ตัวห้าง ได้พบกับคนเดินช้าขวางทางบนบันได ด้วยความ "ต้องการ" ที่จะ "ชม" นักแสดงนำของภาพยนตร์เรื่องนี้ในงานเป็นอย่างมาก นายพลากรจึงวิ่งแซงบุคคลน่ารำคาญดังกล่าวไป จนเป็นเหตุให้สะดุดขอบบันไดเลื่อนขั้นสุดท้ายอย่างรุนแรง
     
    แรกทีเดียวนายพลากรรู้สึกเจ็บปวดเล็กน้อย เพียงแต่ไม่รู้สึกอะไรมากเพราะความต้องการชมนักแสดงดังกล่าว แต่เมื่อเดินไปสักพัก นายพลากรก็รู้สึกถึงกระแสเลือดที่ไหลซึมออกจากเท้าในปริมาณมากจนน่าตื่นตระหนก จึงโขยกเขยกตัวเองเข้าสู่ห้องน้ำชั้น 4 ของห้างสยามดิสคัฟเวอรี่ทันที
     
    เวลาประมาณ 20.00 น. นายชาครและพี่มอลลี่ (นามสมมุติ) ซึ่งรอคอยการมาถึงของนายพลากรเริ่มสงสัยว่าทำไมนายพลากรใช้เวลานานมากกว่าจะมาถึง จึงโทรศัพท์ไปหา นายพลากรตอบว่าเกิดอุบัติเหตุเล็กน้อย ทีแรกนายชาครตกใจนึกว่าถูกรถชน แต่เมื่อนายพลากรแจ้งสาเหตุจึงเบาใจลง และรุดหน้าไปหานายพลากรทันที
     
    สภาพของนายพลากรที่พบนั้นชวนสังเวชใจยิ่งนัก เมื่อเปิดเข้าไปในส้วมขี้ห้องที่ 3 พบนายพลากรกำลังยืนเอาเท้าขึ้นมาพิงบนฝาชักโครกที่ปิดอยู่ และกำลังใช้กระดาษชำระเช็ดเลือดไปพลาง บาดแผลเกิดขึ้นบนนิ้วหัวแม่โป้งเท้าขวา มีลักษณะเฉือนเข้าจากทางด้านหลังคล้ายเนื้อถูกดึงแต่ลึกมาก ห้อเลือดช้ำบวม บนพื้นมีกองเลือดเจิ่งนองอยู่อีก 2 กอง น่าสยดสยองยิ่ง แต่ถึงกระนั้น นายพลากรก็ยังกัดฟันสู้เพื่อนักแสดงนำของภาพยนตร์เรื่อง "เดอะกิ๊ก" และกล่าวพร้อมรอยยิ้มเจื่อนๆว่า "ไม่เป็นไร เลือดหยุดแล้วล่ะ(มั้ง)"
     
    นายชาครเห็นสภาพบาดแผลแล้วนึกถึงโฆษณาโทนาฟ ดังสโลแกนว่า "แผลสด แผลเปื่อย เป็นหนอง ฯลฯ" ทันที จึงมีความคิดจะไปซื้อผลิตภัณฑ์โทนาฟมารักษา แต่พี่มอลลี่ (นามสมมุติ) ทนสภาพอันน่าอเน็จของนายพลากรไม่ได้อย่างรุนแรงมาก จึงรีบโทรศัพท์ติดต่อทางบ้านเพื่อหารือเรื่องวิธีการปฐมพยาบาล และในเวลาต่อมาก็ตัดสินใจรุดหน้าไปซื้อผ้าพันแผล แต่ก่อนหน้าก็ได้ไปถามแม่บ้านหน้าห้องสุขาดังกล่าว แม่บ้านจึงรุดหน้าเข้ามาดูอาการ และเอาชุดปฐมพยาบาล พร้อมเรียก รปภ. และหน่วยกู้ภัยอะไรสักอย่างมาปฏิบัติหน้าที่ทันที
     
    แม่บ้านไม่ทราบชื่อคนหนึ่งได้ให้การอย่างตื่นตระหนกพลางเบาใจว่า "ป้าก็ว่าเลือดใครไหลเป็นทางเต็มพื้น ก็ตามเช็ดเลือดมาตลอดทาง ที่แท้มาจากนี่เองเหรอ" ป้าแม่บ้านนิรนามให้การด้วยรอยยิ้ม
     
    ในเวลาต่อมา นายอมรเทพ สุขมานนท์ เพื่อนร่วมงานอีกคนของนายพลากรได้ตามมาสมทบ และในที่สุด ทาง รปภ.ของห้างสรรพสินค้าก็ได้ทำการปฐมพยาบาล และช่วยกันนำร่างของนายพลากรขึ้นบนรถเข็น เพื่อนำส่งรถแท็กซี่รุดไปยังโรงพยาบาลจุฬาฯทันที
     
    นายพลากรได้รับการรักษาอย่างเต็มขั้นตอน ณ โรงพยาบาล โดยมีเพื่อนร่วมงานทั้ง 3 จัดการธุระปะปังในเรื่องระเบียนคนไข้อยู่ด้านนอกห้องฉุกเฉิน และเมื่อการรักษาเสร็จสิ้น นายพลากรจึงออกมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม มีถุงพลาสติกคลุมอยู่ที่เท้า พร้อมทั้งให้การว่า "พยาบาลเย็บแผลน่ารักมาก เสียตังมาเจออีกก็ยอม แต่ไม่อยากมีแฟนเป็นหมอ"
     
    เบ็ดเสร็จนายพลากรเสียค่ารักษาพยาบาลไปทั้งสิ้น 493 บาท โดยมีการเย็บแผลและฉีดยากันบาดทะยักรวมอยู่ด้วย นอกจากนี้ บาดแผลของนายพลากรยังกลายเป็นกรณีศึกษาให้แก่นักศึกษาแพทย์มาร่วมทดลองเย็บกันคนละเข็มอีกด้วย
     
    เนื่องด้วยไปชมภาพยนตร์ไม่ทันแล้ว นายพลากร นายชาคร นายอมรเทพ และพี่มอลลี่ (นามสมมุติ) จึงเดินทางไปยังร้านแม็คโดนัลด์สาขาสีลม เพื่อรับประทานอาหารเย็นและพูดคุยกัน โดยระหว่างทาง "พี่แตน" นางสาวสุจิตรา แสนรัมย์ เพื่อนร่วมงานที่ออฟฟิศโทรมาสำทับ
     
    "ไม่หล่อแล้วยังซุ่มซ่ามอีก" นางสาวสุจิตรากล่าวจำกัดความถึงนายพลากร
     
    ทั้ง 4 ชีวิตร่วมรับประทานอาหารและพูดคุยกันเป็นเวลาร่วม 2 ชั่วโมง โดยมีการถกเถียงกันถึงเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับผู้ร่วมงานหลังจากนายธีปนันท์ เพ็ชร์ศรี อดีตบรรณาธิการจะตัดสินใจอำลาตำแหน่งไปไม่นาน เพราะหลังจากนั้น รถของนางสาวสุจิตราก็ถูกทุบเมื่อสัปดาห์ก่อน และว่าที่กองบรรณาธิการคนใหม่ที่สมัครงานเข้ามา ยังประสบอุบัติเหตุถูกยิงบาดเจ็บสาหัสอีกด้วย จึงคาดเดากันว่าการประสบอุบัติเหตุของนายพลากรครั้งนี้ อาจเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นหลังการจากไปของนายธีปนันท์ก็เป็นได้ และร่วมกันคิดหาทางแก้โดยดำริอยากทำบุญออฟฟิศกันใหม่อีกด้วย
     
    วงสนทนาสลายลงในเวลาประมาณ 23.30 น. ก่อนจะแยกย้ายกันไปซื้อดีวีดี และเดินทางกลับบ้านในเวลาประมาณ 00.30 น. ซึ่งล่วงเลยมาเป็นเวลาของวันพุธที่ 16 สิงหาคม 2549
     
     
    จบข่าว...
    08 augustus

    the missing songs

    มีคนบอกว่า การฟังเพลงในความมืดนั้นช่วยให้เพลงเพราะขึ้น
     
    จากการทดลองด้วยตนเองนานหลายปี ก็พบว่าคำกล่าวข้างต้นนั้นมีมูลความจริงอยู่ไม่น้อย
    ความมืดนั้นมีส่วนช่วยให้ "ภาพ" จาก "เสียง" นั้นปรากฎได้ชัดขึ้น
     
    เมื่อเสียงเดินทางเข้าสู่รูหู กระทบกระดูกค้อน ทั่ง โกลน จนซึมเข้าสู่สมอง "ความมืด" นั้นอาจถือได้ว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่จะช่วยให้กระบวนการแปลความจากเสียงสู่มโนภาพนั้นชัดเจนแจ่มแจ้งขึ้น
     
    แต่บางที ภาพที่จะปรากฏขึ้นมานั้น อาจไม่ได้มีเพียงภาพจากสารที่เพลงได้สื่อออกมาเพียงอย่างเดียว
     
    แต่อาจมี "ภาพอดีต" ของเราสว่างวาบขึ้นมาจางๆแทน
     

     
    ค่ำคืนหนึ่งขณะกำลังติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอกผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต จู่ๆพลันนึกถึงเพลง believe ของนักร้องสาวญี่ปุ่น misia ที่เคยฟังเมื่อราว 6-7 ปีก่อนขึ้นมา และหลังจากนั้นก็หาฟังได้ยากเหลือเกิน
     
    น้อยคนคงปฏิเสธว่าเพลงนี้เป็นเพลงที่เพราะมากๆ แต่บางคนก็อาจจะแค่ฟังว่ามันเพราะเฉยๆ แล้วก็ผ่านเลยไป
     
    แต่สำหรับเรา เพลงหลายๆเพลง มันเป็นถึง "จดหมายเหตุ" ของเราในยุคที่เคยได้ฟังเพลงนั้นๆ
    เพลงธรรมดาๆ ก็ดูจะไม่ธรรมดาขึ้นทันที
     
    หลังจากได้ misia มาฟังสมใจอยาก และขอบคุณเพื่อนยกใหญ่ ก็ย้ายสังขารจะไปนอน
     
    พลันนึกถึงเพลง "ดารา" ที่พี่มะเดี่ยวเคยแต่งประกอบละครเวทีนิเทศจุฬา "ลำซิ่ง ซิงเกอร์" ขึ้นมาได้
    เพลงนี้มีเสียงเปียโนที่เพราะมากๆ ที่ทำให้เราจำได้จนถึงทุกวันนี้
     
    จำได้ตอนที่รู้จักกับเพลงนี้ครั้งแรก เข้าไปที่ออฟฟิศตอนกำลังฝึกงาน "คน ผี ปีศาจ" แล้วพี่มะเดี่ยวกำลังนั่งเขียนเพลงนี้อยู่ในห้อง
    ถึงตอนนั้นมันยังเป็นแค่กระดาษ แต่อ่านแล้วก็สะดุดใจตั้งแต่แรก
     
     
    งามโอ้งามดวงจันทรา งามโอ้งามดวงดารา
    ดาวเดือนลอยส่งฟ้าดูสวยงาม
     
    มองจนใจหลุดลอยไป ขึ้นไปข้างบนกับลมหนาว
    มองหมู่ดาวที่มองไม่เห็นใคร
     
    มีดาวบนฟ้าตั้งมากตั้งมายเป็นล้านดวง
    ฉันมองตรงนี้ทุกครั้งที่ฟ้าค่อยมืด..ลงไป
    จนมีแสงระยิบระยับประดับประดาบนฟ้าไกล
    แต่บางทีก็นึกหวั่นไหวว่าแสงรำไรจากดวงตา
     
    โอ้ไกล อยู่ตรงไหนไม่รู้หรอก
    โอ้ใจ ใครจะรู้ว่าจริงหลอก
    โอ้ใคร ใครที่รู้มาช่วยบอก
    ว่าที่เห็นนั้นจริงหรือหลอกตา
    ที่บนฟ้านั้นหรือคือปลายทาง
     
    โอ้งามโอ้งามดวงจันทรา
    งามโอ้งามดวงดารา
    ดาวเดือนลอยส่องฟ้าดูสวยงาม
     
    มองจนใจหลุดลอยไป
    ขึ้นไปข้างบนกับลมหนาว
    มองหมู่ดาวอยู่อย่างสงสัยว่าดาวบนฟ้าไกล...มีจริง
     
     
    อีกไม่นานหลังจากนั้น เพลงนี้ก็เสร็จสมบูรณ์
    พร้อมๆกับช่วงเวลาที่ได้อยู่ในกองถ่าย ซึ่งเป็นช่วงที่ความคิดเราเปลี่ยนไปเยอะมากๆ
     
    ..ได้ฟังทีไรก็นึกถึงช่วงนั้นทุกที
     
     
    ลองไปค้นกองซีดีมาหวังจะฟังอีกครั้ง ดีใจมากที่ค้นเจอ แต่เมื่อเอามาเปิด แผ่นกลับเสื่อมสภาพ กระตุกอย่างรุนแรงจนเครื่องต้องคายออกมา
    รู้สึกไม่ดีอย่างมาก รู้สึกเหมือน "บันทึก" อะไรหลายๆอย่างกำลังจะหายไป
     
    แต่โชคดีที่สุดท้ายก็ได้ฟัง เพราะพี่มะเดี่ยวออนไลน์อยู่พอดี และค้นหามันเจอท่ามกลางฮาร์ดดิสก์อันยุ่งเหยิง
    เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้ขอบคุณคนทำเพลงแบบจังๆ ที่แต่งเพลงนี้ขึ้นมา อันที่จริงพี่มะเดี่ยวทำเวอร์ชั่นที่สมบูรณ์กว่านี้ออกมาแล้วด้วยซ้ำ แต่เรากลับอยากฟังเวอร์ชั่นเดิมมากกว่า
     
    ..คงไม่ต้องบอกว่าเพราะอะไร
     
     
     
    แด่เพลงอีกหลายอีกที่ยังคงสูญหายไป และหวังว่าจะกู้คืนมาได้ไม่ช้าก็เร็ว...
    24 juli

    ลำนำกำราบแฟน

    หมดอีกแล้ว ไร้อีกแล้ว ไม่แคล้วครา
    กูแทบบ้า ถึงเวลา เฟลอีกหน

    หากน้อยคน จนท้อ ยังพอทน

    นี่ไม่พ้น ไร้คนคิด ให้ติดใจ

     

    จีบคนแรก แทบแทรก แผ่นดินหนี
    ไม่เคยมี ประสบการณ์ เป็นไหนไหน

    แต่สุดท้าย ก็ยัง พอชื้นใจ

    เธอรับได้ ไว้คอยเล่น เป็นเพื่อนกัน

     

    คนต่อมา สรรหา จากไม่ไกล

    เพื่อนกูไง ใช่เลย เคยเล่นหั

    แต่คิดไป คิดมา ก็นึกกลัว

    ไม่อยากมั่ว รั่วเหงาหงอย ถอยฉากไป

     

    คนที่สาม คิดแล้วทราม ใจจริงหนอ

    มัวเฝ้ารอ จริงจัง กว่าครั้งไหน

    แต่จู่จู่ ก็หลบฉาก แยกหากไป

    เอ๊ะยังไง ไม่เคยรู้ คู่ปัจจุบัน

     

    มาคนสี่ นี้บังเอิญ เดินพานพบ

    มาบรรจบ กันยังไง ไม่ทราบได้

    แต่จบลง รวดเร็ว และฉับไว

    หากคงไว้ เพื่อนที่ดี มีมาแทน

     

    คนที่ห้า อ่อนล้า เริ่มแรงโหย

    หากกลิ่นโชย มาแต่ไกล ไม่ใช่แหง

    ถึงจะยอม รับจริง ว่ากูแคร์

    อย่างแน่แท้ ที่ไม่พอ ต่อแล้วกัน

     

    อ่านสืบเนื่อง จากตรงนี้ จะดีหนอ

    เออแล้วพอ อยู่อยู่ไป เริ่มไหวหวั่น

    ไม่ใช่ว่า จะวิ่งมา เพื่อชอบกัน

    แต่เธอนั้น เป็นมัลติฯ* ผิกลุ้มใจ

     

    ส่วนรายล่า เพิ่งแห้วมา สดสดนั้น

    เป็นใครกัน ครั่นใจ ใครจะสู้

    แรกแรกมา ดี๊ด๊า จู้ฮุกกรู

    แต่จู่จู่ รู้ความจริง วิ่งเผ่นพลัน

     

    ใช่ว่าตัว เธอนั้น จะไม่ดี

    มีราคี เล็กน้อย ค่อยรับไหว

    หากทว่า วัจนา ปลิ้นปล้อนไป

    เราก็ไซร้ ใจกลุ้ม รุ่มในทรวง

     

    อันตัวเรา มีชีวิต เพียงสั้นสั้น

    แต่กระนั้น ไม่มีใคร เข้าใจเหรอ?

    อาจจะมี แต่ตัวนั้น ยังไม่เจอ

    นั่งเวิ่นเว้อ รอคอย ไปวันวัน

     

    หรือตัวเรา จะเคยทำ อะไรผิด

    ลองนั่งคิด นอนคิด ในจิตฉัน

    กลับไม่รู้ ไม่ทราบได้ ทันใดพลัน

    ถึงกระนั้น ยังคงหงอย 'นอยอุรา 

     

    ที่เอื้อนเอ่ย ออกมา ทันตานี้

    มิได้มี เจตนา หาเรื่องไหน

    แต่ต้องการ ป่าวร้อง ก้องหูใคร

    ตัวเราไซร้ เป็นอะไร ไม่มีแฟน!?

     

     

    เป็นก่อ

    23/7/06 1.58 น.

     

    *มัลติฯ = MultiSexual - ได้ทั้ง ช./ญ.

    18 juli

    เสียอย่างนั้น

    มีเรี่ยวมีแรงมาอัพก็อัพเสียหน่อย เพื่อมิให้เป็นการเสียฤกษ์
     
    ช่วงนี้มีการตัดสินใจอะไรหลายๆ อย่างที่เปลี่ยนไป ไม่น่าเชื่อว่าการกินเหล้าจะเปลี่ยนความคิดเราไปในทางที่ดีได้มากขนาดนี้ 555+ (เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ควรใช้วิจารณญาณในการอ่าน) แต่เอาเถอะ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ขอลองสักตั้งแล้วกัน ไม่อยากซีเรียสอะไรอีกแล้ว
     
    เย็นวาน มีรายการทีวีทางอินเตอร์เน็ตรายการหนึ่งโทรฯ มาหา บอกเขากำลังอยู่ในช่วงปรับผังรายการ เลยจะชวนไปเป็นพิธีกรช่วงหนัง...จะดีเหรอ - น่ากลัว เพราะไม่รู้ว่าจะพูดได้เท่ากับเขียนหรือเปล่า แต่ก็คงลองดู
     
    เมื่อวานไปดูรอบสื่อหนังเรื่อง Delivery Sexy Love บางคนอาจถามว่า "หนังอะไรเหรอ" - ไม่จำเป็นต้องไปรู้หรอก เพราะเป็นหนังที่ดูแล้วรู้สึกผีเปรตที่สุดในรอบ 8 ปีได้มั้ง (แต่ถ้าถามว่า 8 ปีที่แล้วมีหนังอะไรผีเปรตกว่านี้ ก็ไม่รู้เมื่อกัน แต่มันเสื่อมมากๆ) ไม่อยากด่ามากเดี๋ยวทีมงานตามมาปาขี้ ออฟฟิศยิ่งอยู่ใกล้ๆ กันอยู่ อยากรู้ว่ามันเป็นยังไงคืออะไรก็โทรมาถามเอาแล้วกัน แต่การดูหนังเรื่องนี้ก็ดีอย่างตรงที่ "ทำให้อยากดูหนังดีๆ มากขึ้น"
     
    ปี 2 แล้วงานเยอะแยะมากขึ้น แต่โชคดีที่ยังไม่มากเท่าเพื่อนๆ เอก-โท อื่นบางคนที่รายงานกองพะเนินจนน่าเห็นใจ ทางเราขอเป็นกำลังใจให้ หากใครท้อแท้ให้มารับเพลง "เธอต้องอดทน" ของเจินเจิน บุญสูงเนิน ไปฟังได้
     
    พองานเรียนเยอะขึ้น เวลาที่จะเอาไปทำอะไรต่างๆ ตามใจเหมือนเมื่อก่อนก็หมดไป ทั้งๆ ที่เรามีศักยภาพจะทำอะไรได้มากขึ้น ตรงข้ามกับเมื่อก่อน ที่อาจจะทำอะไรๆ ไม่ได้มากเพราะยังเด็ก แต่อย่างน้อยเราก็ยังมี "เวลาว่าง" ไว้ให้ใช้ก็แล้วกัน...พิมพ์ลงไปแล้วรู้สึกแย่น่ะ แต่จะทำอะไรได้
     
    ขอบคุณเพื่อนๆ หลายคนที่อยู่เป็น "เพื่อน" เราจริงๆ และขอบคุณคนที่เราเคยชอบหลายๆ คนที่ทำให้เราอยากเป็นคนที่ดีขึ้น ถึงบางคนจะไม่รู้ตัวและบางคนจะไม่เอาก็ตามที จะพยายามทำทุกอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ให้ดีขึ้น - อย่างน้อยก็คงเส้นคงวา
     
    เขียนไปเขียนมากลายเป็นดูเครียดจัง ไปทำงานต่อล่ะ
     
    เป็นก่อ
     
     
    ปล. จริงจังๆ
    29 juni

    หว่าวๆๆๆๆ...

    กลับมาเพื่อจะให้โลกรับรู้ว่ายังไม่ล้มหายตายจากไปไหน
     
    ถึงจะยังไม่มีเรื่องอะไรที่อยากเขียนถึงจริงๆ ก็เถอะ
     
    ตอนนี้เหมือนเป็นโรคประสาท แบบไม่กล้าเขียนอะไรเลยถ้าไม่พร้อม เพราะกลัวจะออกมาไม่ดี
     
    แล้วเลยกลายเป็นการผลัดวันประกันพรุ่ง ไม่ได้เขียนอะไรเสียที
     

     
    ป่วย ต้องไปหาหมอ เพราะปวดช่วงกรามที่มันเชื่อมๆกับหูน่ะ เวลาอ้าปากจะปวดมาก เคี้ยวอะไรไม่ค่อยได้
     
    หมอบอกว่ากล้ามเนื้อตรงช่วงนั้นมันเกร็ง นอนกัดฟันหรืออะไรโดยไม่รู้ตัวรึเปล่า อาจเครียดมากเกินไป
     
    หมอให้ยาต่างๆ รวมถึง "ยานอนหลับ" มากิน
     

     
    ช่วงนี้เลยรู้สึกวิตกกังวลอะไรหลายๆอย่าง จนเครียดนอยกันไปใหญ่ แต่อย่างไรก็ดีก็จะพยายามทำตัวชิลๆ ต่อไป
     
    อยากตั้งใจทำอะไรต่างๆ นาๆ ให้มันดี ก็พยายามอยู่ นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้เครียดด้วยป่าววะเนี่ย?
     
    เกลียดฝนตกอ่ะ เฉอะแฉะ
     
    เพ้อเจ้อจัง ไปดีกว่า
     
    ก่อนจากขอฝากเพลง
     

     

    เลิฟ ยู เลิฟ ยู เลิฟ ยู เลิฟ ยู

    จะเอาแต่ใจ จะเอาแต่ใจ จะเอาไปให้เธอ
    ใจกะตึก ใจกะตึก ใจกะตัก
    ใจกะตัก ยะ ยะ ยะ ยะ อยากเจอ
    ก็ได้แต่ไอ ก็ได้แต่ไอ อะ อะ ไอ มิส ยู
    ใจกะตึก ใจกะตึก ใจกะตัก ใจกะตัก ยังไงก็ไม่รู้

    เพียงเธอมาใกล้กัน
    ใจมันสั่น สั่น สั่น และค่อนข้างเหงา
    เกิดอาการวิง วิง
    เธอจะรักกันจริงหรือเปล่า หว่าว หว่าว หว่าว หว่าว

    โรคหัวใจกำเริบ เลิฟ ละ ละ เลิฟ เลิฟ เลิฟ
    ดูสิมันกำเริบ เลิฟ ละ ละ เลิฟ ยู
    เห็นแล้วใจมันอ่อนอ๊อน อยากจะอ้อนเธอน่าดู
    ช่วยมาดูแลรักษากันหน่อยเหอะ

    ไม่ชอบก้อได้ ไม่ชอบก้อได้
    แต่ต้องมารักหน่อย
    สักกะนิด สักกะนิด สักกะหน่อย
    สักกะหน่อย อย่าปล่อยให้ใจน้อย
    ไม่ต้องคิดถึง ไม่ต้องคิดถึง
    แต่ต้องมาถึงเลย
    สักกะนิด สักกะนิด สักกะหน่อย
    สักกะหน่อย อย่าทำเป็นยืนเฉย

    เพียงเธอมาใกล้กัน
    ใจมันสั่น สั่น สั่น และค่อนข้างเหงา
    เกิดอาการวิง วิง
    เธอจะรักกันจริงหรือเปล่า หว่าว หว่าว หว่าว หว่าว

    โรคหัวใจกำเริบ เลิฟ ละ ละ เลิฟ เลิฟ เลิฟ
    ดูสิมันกำเริบ เลิฟ ละ ละ เลิฟ ยู
    เห็นแล้วใจมันอ่อนอ๊อน อยากจะอ้อนเธอน่าดู
    ช่วยมาดูแลรักษากันหน่อยเหอะ

    เลิฟ ยู...เลิฟ ยู

    เพียงเธอมาใกล้กัน ใจมันสั่น สั่น สั่น และค่อนข้างเหงา
    เกิดอาการวิง วิง เธอจะรักกันจริงหรือเปล่า หว่าว หว่าว หว่าว หว่า

    โรคหัวใจกำเริบเลิฟ ละ ละ เลิฟ เลิฟ เลิฟ
    ดูสิมันกำเริบ เลิฟ ละ ละ เลิฟ ยู
    เห็นแล้วใจมันอ่อนอ๊อน อยากจะอ้อนเธอน่าดู
    ช่วยมาดูแลรักษากันหน่อยน๊า~

    โอ้ย โรคหัวใจกำเริบเลิฟ ละ ละ เลิฟ เลิฟ เลิฟ
    ดูสิมันกำเริบ เลิฟ ละ ละ เลิฟ ยู
    เห็นแล้วใจมันอ่อนอ๊อน อยากจะอ้อนเธอน่าดู
    ช่วยมาดูแลรักษากันหน่อยเหอะ

     

    ลั๊ลลา~

    02 juni

    กลับมาแล้วคร้าบ...

    หลังจากหายไปนานเพราะความขี้เกียจ+ไม่รู้จะอัพอะไร บัดนี้ ข้าพเจ้ารู้ตัวแล้วว่า ควรจะอัพอะไรลงในสเปซของตัวเอง โดยรวบรวมเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตที่ผ่านมามานำเสนอ ขอได้รับความสำราญ
     
    - หนังสั้น "หายไป" เข้ารอบ 25 เรื่อง แต่ตกรอบ 10 เรื่องสุดท้ายอะ
     
    - อย่างไรก็ดี ท่านสามารถรับชมได้ในงานประกวดหนังสั้นของมูลนิธิหนังไทย ช่วงเดือนกรกฎาคม โปรดติดตามรายละเอียด รายหยาบ อีกที
     
    - จะรับน้องแล้ว ตื่นเต้นที่มีเด็ก... เอ๊ย! น้อง
     
    - คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ขอต้อนรับเอกใหม่เอกที่ 8 คือเอก drink สนใจสมัครได้หน้าคณะเวลาค่ำคืน
     
    - ว่าจะเอก"ดริ๊งค์" แต่จะลงโท"นาฟ"
     
    - ตอนนี้ทำหนังสั้นเรื่องใหม่อีกแล้ว เรื่อง "ดื่ม" เนื่องจากมีบริษัททำวิจัยรายหนึ่งมาจ้างให้ทำ เราก็ทำไปดีๆ แล้วเอาส่งมูลนิธิหนังไทยด้วยเลย ก็ได้ตังมาเรียบร้อย
     
    - แต่ต่อมา ตังที่เพิ่งได้มาแม่งโดนล้วงหายไปในผับ อีเวร
     
    - อยากทำหนังอีกนะ แต่ถ้าฝืนทำอีกคงหมดมุข ออกมาแป๊กๆ เลยขอกลับไปใช้ชีวิตอีกพักนึง แล้วค่อยเลือกเรื่องมาทำ เพราะมีเรื่องที่คิดๆ ไว้แล้วจำนวนหนึ่ง ใครอยากให้ทำแบบไหนเสนอมาได้
     
    - ติดอ่านหนังสือมากๆ ตอนนี้ เบื่อการวิ่งตามกระแสโลก ใครมีหนังสือดีๆ แนะนำด่วน คุณแม่ขอร้องงง...
     
    - ไปละ รักเพื่อนๆ แล้วมีอะไรจะมาอัพเดทอีกที
     
     
    เป็นก่อ

    ปล. กำลังเขียนเรื่องสั้นขยายความจากหนังสั้น "หายไป" อยู่ โปรดติดตามได้ที่นี่ และ บอร์ดรุ่น ขอได้รับความขอบคุณ
    06 mei

    เข้ารอบ...ได้ไงวะ?!

    ขอโทษที่ไม่ได้มาอัพเดทข่าวเสียนาน แต่ก็ส่งหนังไปประกวดในงาน FaT Film 4 เรียบร้อยแล้ว ปีนี้คนส่งเยอะทีเดียวราว 154 เรื่อง และผลที่ออกมาคือ...
     
    "หายไป" เข้ารอบ 25 เรื่องรอบแรก เย้!!
     
    ( http://back.thisisclick.com/webboard/viewtopic.php?t=10576 อันนี้ลิงค์ประกาศอย่างเป็นทางการ )
     
    เข้าไปแบบงงเหวอมาก ส่วน "ไม่ไปรังสิต" ที่แสนลำบากยากเข็ญ รอลุ้นงานหน้านะครับ ยังไงขอบคุณทุกคนอีกที นะฮะ นะฮะ
     
    อย่างไรก็ดี ก็ต้องรอลุ้นว่าหนังจะได้เข้ารอบ 12 เรื่องสุดท้ายหรือไม่ แต่จริงๆ มาถึงตรงนี้ได้ก็เก๋แล้ว ถ้ารายการฝันที่เป็นจริงยังมีอยู่ คุณไตรภพคงมอบรถเข็นให้กูแล้ว และกูคงเปลี่ยนอาชีพทันที
     
    อีก 2 อาทิตย์ โปรดติดตาม!!!
     
     
     
    ชาคร ไชยปรีชา
    รายงาน
     
     
    ปล.
     
    - วันก่อนจะไปดูหนังที่โรงสยาม พาวาลัย ที่พารากอน แต่เครื่องเอทีเอ็มหน้าปากซอยดันดูดบัตรกูหายเงียบซะงั้น เกือบอายัดบัตรไปแล้ว พอดีคนต่อไปมากดเขาเอาออกมาได้เสียก่อน เก่งจริงๆ แต่ไปดูหนังไม่ทัน เจื่อน
     
    - ตอนนี้เครียดมากเพราะเพื่อนให้ไปช่วยทำหนัง ทั้งๆที่กูยังไม่พร้อม อะไรกันเนี่ย คือไปช่วยอะได้ แต่อำนาจการตัดสินใจต้องอยู่ที่กูเนี่ย ไม่ดีมั้ง แถมเราก็เป็นคนที่เกลียดการทำงานแบบมีกรอบ มีโจทย์มากๆ เพราะมันไม่อิสระเลย งานที่ออกมาจะเป็นการดิสเครดิตตัวเองไหม โปรดติดตามและสวดภาวนาให้กูหลุดพ้นเร็วๆด้วยนะครับ แต่ที่แน่ๆ ถ้าเป็นอย่างนี้อีก ไม่เอาอีกแล้ว จริงๆ ฟันธง
     
    - อยากไปเสม็ดเพื่อคิดงาน "ที่ตัวเองอยากทำ" เรื่องใหม่ รับสมัครคนไปเป็นเพื่อนด่วน แต่ไม่อยากเมามากเพราะปวดหัวโคตร จริงๆ คือตอนนี้แอบเมาอยู่น่ะ แหะๆ
     
    - ใครฟังเพลงลูกทุ่ง "หนูชอบตีฉิ่ง" แล้วบ้าง ฮามาก ใครเจออัลบั้มเต็มช่วยโทรมาบอกด้วย จะฝากซื้อ
     
    - งานเขียนท่วมหัว เอาตัวไม่รอด ต้นฉบับล้นมือเร้าใจมาก DDT ขอต้นฉบับล่วงหน้าอีก พระเจ้า
     
    - วันนี้เจอพี่อู๊ด "พี่น้องครับ" แห่งเป็นต่อด้วย ฮาจริงๆ เป็นก่อชอบใจ
     
    - เน๊า กูขอโทษที่เขียนชื่อมึงผิด นุ้งแพท พี่ขอโทษที่สะกดนามสกุลผิด ผิดไปแว้ววว!!!
    09 april

    D3 ภายใน / ห้องต้น / กลางวัน

    กลับมาอีกแล้วสำหรับบันทึกการถ่ายทำภาพยนตร์สั้นเรื่อง "ไม่ไปรังสิต" อันจะเป็นผลงานภาพยนตร์สั้นลำดับที่ 6 ของกู โดยขอทบทวนตารางการถ่ายทำทั้งหมดอีกครั้ง เพื่อความเข้าใจร่วมกัน ดังนี้...
     
    1. วันจันทร์ที่ 3 เมษายน 2549 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
    2. วันอังคารที่ 4 เมษายน 2549 ณ บ้านกู (นอน)
    3. วันพุธที่ 5 เมษายน 2549 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
    4. วันพฤหัสบดีที่ 6 เมษายน 2549 ณ บ้านกู (สลบ)
    5. วันศุกร์ที่ 7 เมษายน 2549 ณ หอใครสักคน แถบบางลำภู (ปิดกล้อง)
     
    หากทีมงานเกิดสำนึกคิดขึ้นมาได้ว่าไม่ควรรวมตารางการทำงานในวันอังคารที่ 4 และวันพฤหัสที่ 6 ลงไปด้วย เนื่องด้วยสาเหตุในแง่ของภาพพจน์ ดังนั้น ตารางที่สรุปอย่างเป็นทางการจึงเหลือแค่ 3 วัน ด้วยประการฉะนี้...
     
    แต่ช้าก่อน...เนื่องด้วยอุบัติเหตุบางประการ ทำให้การปิดกล้องต้องเลื่อนล่าช้าออกไป ซึ่งจะเกิดจากเหตุอันใด โปรดติดตามได้ ณ บัดนี้...
     
    วันนี้เป็นวันซวยโดยแท้ ไม่เฉพาะเรื่องของการถ่ายทำ แต่เกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวด้วย อันแจกแจงได้เป็นข้อๆ ดังนี้..
     
    1. โดนแคนเซิล "นัด" กลางอากาศ เซ็งยิ่งนัก
     
    2. ผู้ช่วยฯ 1 โทรมาคืนก่อนการถ่ายทำแต่ไม่ได้รับ ทีแรกนัดหมายไว้ว่าจะเจอกันแถบนวมินทร์เวลา 06.00 น. ซึ่งกูก็แหกตาตื่นมาตั้งแต่ตี 5 เพื่ออาบน้ำและออกจากบ้านตอนตี 5 ครึ่ง ไปถึง 06.00 เป๊ะ เพื่อที่จะรู้จากผู้ช่วยฯ 1 ว่า "เมื่อคืนโทรฯมาเลื่อนเป็น 06.30" กูจึงต้องเดินไปนั่งกินมาม่าหน้าเทสโก โลตัส เอ็กซ์เพรสแถวนั้นไปพลางๆ กระทั่งผู้ช่วยฯ 1 เดินออกมานั่งรอรถผู้ช่วยฯ 2 มารับในสภาพหัวเปียกสุดฤทธิ์
     
    3. 08.xx น. ไปรอรับนักแสดงนำชายแถวอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จึงไปจอดรถรอที่ รพ.ราชวิถี และออกมาหาอะไรกินกันแถวนั้น ปรากฎว่านักแสดงนำชายมาสายมากเนื่องจากรถตู้ที่นั่งมาจากรังสิตนั้นจอดรอผู้โดยสารอยู่ร่วมครึ่งชั่วโมง (อันเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้เขียนเกลียดรถตู้มาก) จึงมาเกือบ 9 โมง แต่ตอนแรกได้ข่าวว่าเดินกล้อง 08.00 นะ!
     
    4. 09.xx น. วกไปรับนักแสดงสมทบที่ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ แล้วโทรฯหาพี่ที่ขอยืมหอเขาไว้ ปรากฎว่าพี่รับโทรศัทพ์แล้วบอกว่า "เรียนอยู่" กูก็ เชี้ยไรเนี่ย จากนั้นเขาก็บอกต่อว่า "ทำไมเมื่อวานไม่มา พี่ก็รอ" เอ๊า ก็กูนัดถ่ายวันเนี๊ยะ!!
     
    ...การเปลี่ยนแผนจึงเกิดขึ้นกลางอากาศ การกลับรถจึงเกิดขึ้นกระทันหัน โชคดีที่นักแสดงสมทบที่เพิ่งไปรับมาเคยเปรยๆ ไว้ว่าไปถ่ายที่หอเพื่อนมัน แถวๆปิ่นเกล้าก็ได้ เราจึงรุดหน้าไปยังที่นั่นทันที โดยไม่สนใจอะไรกันอีกแล้ว
     
    5. ไปถึงสถานที่ถ่ายทำร่วม 10 โมง จึงรีบเซ็ทกล้อง แล้วก็นั่งปรับเปลี่ยนตัวบทไปตามสถานที่อย่างรวดเร็ว การถ่ายทำก็เริ่มขึ้น แต่เมื่อถ่ายไปสักพัก เห็นไทม์มิ่งบนกล้องมันแปลกๆ เลยตระหนักขึ้นมาได้ว่า "กูใส่ผิดม้วน" และ "ถ่ายทับของเก่า" ไปอย่างชิบหายมากๆๆ
     
    ...แต่ก็ยังดีที่ไม่ถ่ายทับส่วนที่ถ่ายยากไป แต่ส่วนที่หายไป ก็ต้องใช้คนมากพอควร นั่นคือส่วนน้องโดนสัมภาษณ์ในสารคดีที่เล่นกันได้อย่างน่าประทับใจมากๆ ในวันก่อน ทำให้กูเกิดอาการเสียดาย, เกรงใจและนอยขึ้น ทีมงานทุกคนเข้ามาปลอบและเท Absolut Vodka มาให้กินครึ่งเป๊ก ขอบคุณทุกคนมากๆที่เข้าในในความผิดพลาดนี้ และหากในช่วงที่อยู่ในหอจะตั้งกล้องเอียงๆหน่อย ก็พึงตระหนักเอาไว้ว่า "Abosolut Vodka 2 เป๊ก" จะเป็นเหตุผลที่อธิบายทุกอย่างเอง
     
    6. 12.30 น. ออกจากเซ็ท ปิดกล้องแบบไม่สมบูรณ์เท่าไร ทว่าลืมหนังสือ "ศาลาคนเศร้า" ไว้ในห้องและไม่มีกุญแจ เซ็ง เพิ่งซื้อมา
     
    7. ทีมงานแยกย้ายกันไป ผู้ช่วยฯ 1 และนักแสดงนำชายต้องไปประชุมที่ มธ.ท่าพระจันทร์ / ผู้ช่วยฯ 2 ต้องไปหาเมียที่สยาม / นักแสดงสมทบต้องเข้าเรียนที่ มธ. เช่นกัน กูจึงขอแยกทางกับทุกคนไปดูหนังแก้เครียด โดยฝากขาตั้งกล้องไว้กับผู้ช่วยฯ 1 เมื่อดูหนังเสร็จจะแวะไปเอา จากนั้นจึงรีบนั่งแท็กซี่ไปเมเจอร์ ปิ่นเกล้าทันที แต่ยังไม่ทันไร กูก็ปิดประตูรถหนีบที่ล็อคกระเป๋าเป้ตัวเอง แตกทันที
     
    8. 12.45 น. ถึงเมเจอร์ ปิ่นเกล้า ซื้อตั๋วดู Ultraviolet รอบ 13.00 ที่กำลังจะเข้าพอดี พบว่าหนังเหี้ยมากทนไม่ไหวแล้ว ดูไปก็หลับๆ ตื่นๆ ทรมานตัวเอง และโกรธมาก จึงข้ามฝั่งไปเซ็นทรัลเพื่อตัดผมประชดชีวิตเสียเหี้ยน
     
    9. ตระหนักขึ้นมาได้ว่ายังไม่ได้ส่งต้นฉบับ 2 ชิ้น และยังไม่ได้เลือกหนังเขียนอะไรเลยแม้แต่น้อย
     
    10. ราว 4 โมง กลับมาที่ มธ.ท่าพระจันทร์เพื่อเอาของ และถ่ายซ่อมส่วนที่หายไปบางส่วน ก็ชิลไปเรื่อยๆ จนตกเย็นกลับบ้าน ผู้ช่วยฯ 1 โทรฯมาบอกว่านัดนักแสดงมาถ่ายซ่อมวันที่ต้องการไม่ได้ ตอนนี้ถึงจุดพีคไม่ไหวแล้ว จึงว่าจะไปนั่งกินเหล้าที่ออฟฟิศคนเดียว
     
    ...อย่างไรก็ดี โชคดีที่พี่ๆ ที่ออฟฟิศกำลังจะออกไปกินเหล้าข้างนอกกันพอดี จึงติดสอยห้อยตามไปยังร้านอาหารเลียบทางด่วนรามอินทรา และร้องคาราโอเกะเพลงติ๊ก ชิโร่, เจินเจิน และ ไก่ พรรณิภา (กุหลาบแดง 9,999 ดอก น่ะ) รวมถึงเพลงเมื่อ 10 กว่าปีก่อนอีกมาก ในขณะที่ห้องข้างๆ ดูจะอายุราว 30 กว่า แต่ร้องเพลง "นิว+จิ๋ว" พวกเราจึงควรพิจารณาตัวเองกันใหม่ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ก็ทำให้หายเครียดไปมากที่เดียว ต้องขอขอบพระคุณทุกท่านไว้ ณ ที่นี้
     
    ถือว่าเลี้ยงปิดกล้องตัวเองไปแล้วก็แล้วกัน กลับมาอ่านเก็บตกกองถ่าย การตัดต่อ และการถ่ายซ่อมได้เร็วๆนี้ ขอขอบพระคุณที่ติดตามกันมาโดยตลอดรอดฝั่ง
     
     
    ชาคร ไชยปรีชา
    ผู้ซึ่งนอยไม่ไหวแล้ววววว...
    06 april

    D2 ภายนอก / มธ. ท่าพระจันทร์ / กลางวัน

    กลับมาพบกันอีกครั้งกับบันทึกการถ่ายทำภาพยนตร์สั้นเรื่อง "ไม่ไปรังสิต" อันจะเป็นผลงานภาพยนตร์สั้นลำดับที่ 6 ของกู โดยขอทบทวนตารางการถ่ายทำทั้งหมดอีกครั้ง เพื่อความเข้าใจร่วมกัน ดังนี้...
     
    1. วันจันทร์ที่ 3 เมษายน 2549 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
    2. วันอังคารที่ 4 เมษายน 2549 ณ บ้านกู (นอน)
    3. วันพุธที่ 5 เมษายน 2549 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
    4. วันพฤหัสบดีที่ 6 เมษายน 2549 ณ บ้านกู (สลบ)
    5. วันศุกร์ที่ 7 เมษายน 2549 ณ หอใครสักคน แถบบางลำภู (ปิดกล้อง)
     
    หากทีมงานเกิดสำนึกคิดขึ้นมาได้ว่าไม่ควรรวมตารางการทำงานในวันอังคารที่ 4 และวันพฤหัสที่ 6 ลงไปด้วย เนื่องด้วยสาเหตุในแง่ของภาพพจน์ ดังนั้น ตารางที่สรุปอย่างเป็นทางการจึงเหลือแค่ 3 วัน ด้วยประการฉะนี้...
     
    สำหรับรายละเอียดในการถ่ายทำในวันที่ 2 มีดังต่อไปนี้...
     
    04.45 น. ตื่นมาทำไมก็ไม่รู้ แต่ให้กลับไปนอนก็นอนไม่หลับแล้ว จึงตัดสินใจนั่งอ่านหนังสือไปเรื่อยๆ กระทั่งเช้า เป็นการฆ่าเวลา
     
    เนื่องจากวันนี้มีการนัดหมายที่เร็วกว่าวันแรก ทำให้กูอดดูรายการ "ผู้หญิงถึงผู้หญิง" จนจบไปโดยปริยาย เลยไม่ค่อยรู้สึกชิบหายชีวิตเท่าไหร่ และเดินทางออกจากบ้านราว 09.20 น.
     
    10.00 น. ถึงบริเวณที่นัดหมาย เพื่อไปขึ้นรถผู้ช่วยฯ 2 เดินทางไปยังสถานที่ถ่ายทำ ทว่ากูลงรถเมล์เลยไปถึง 2 ป้ายถ้วนเลยทีเดียว ส่งผลให้ต้องเดินย้อนกลับไปไกลทีเดียว แต่ก็ถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ
     
    เนื่องจากไม่รู้จะไปจอดรถบริเวณท่าพระจันทร์ที่ไหน จึงทำให้ผู้ช่วยฯ 2 ตัดสินใจนำยานพาหนะของตนไปจอดไว้ ณ บ้านญาติแถบศิริราช และนั่งเรือข้ามฟากมายังท่าพระจันทร์ ซึ่งดูจะเป็นความคิดที่ดีกว่า
     
    12.xx น. ถึงท่าเรือ ซึ่งผู้ช่วยฯ 1-2 กับกู ต้องแยกกัน เพราะกูต้องไปเอาม้วนเทปจากมหาวิทยาลัยของข้าพเจ้ามาถ่ายทำเพิ่มเติม ซึ่งพอทำธุระเสร็จเรียบร้อย กำลังจะกลับไปท่าพระจันทร์ตามนัดหมาย ฝนก็เทกระหน่ำลงมา...อีกแล้วหรือนี่!!
     
    เพื่อนกูชื่อแอ๋ม ที่จะมาเดินช็อปปิ้งวังหลังแล้วโดนเพื่อนทิ้ง โทรมาหา จึงโดนเก็บริมทางให้ไปช่วยกองด้วยกัน
     
    ราว 13.00 น. พบทีมงานนั่งแดกข้าวอยู่ตามนัดหมาย ซึ่งระหว่างที่รอฝนฟ้าสงบนี้ ก็ขอแจกแจงรายชื่อทีมงานอย่างเป็นทางการ เพื่อฆ่าเวลาไปก่อน ดังนี้...
     
    ผู้กำกับ
    1. กู
     
    ผู้ช่วยฯ
    1. มู๋นุ้ย
    2. จิ๊บ
     
    สเลทแมน / สเลทวูแม่น
    1. โก้
    2. แอ๋ม (เก็บมาจากริมทาง)
     
    จิปาถะ + ผจก.ส่วนตัวนักแสดงนำหญิง
    1. นัท aka. จู๋
     
    ที่ปรึกษาด้านข้อมูล
    1. พี่ดล
    2. Merveillesxx
    3. เป้
     
    มาทำไม?
    1. แน๋ม (เก็บมาจากริมทาง)
    2. จั๊มพ์ (เดินมาเพราะไม่มีอะไรทำ)
     
    นักแสดง
    1. เน้า รับบท ต้น
    2. น้องแพท รับบท น้องเปิ้ล
    3. จิ๊บ รับบท ซัน
    4. เทิด รับบท เอิร์ธ
    5. มู๋นุ้ย รับบท ฝน
    6. น้องแนน รับบท เด็กโดนสัมภาษณ์ 1
    7. น้องตะวัน รับบท เด็กโดนสัมภาษณ์ 2
    8. น้องออม รับบท เด็กโดนสัมภาษณ์ 3
     
    *หมายเหตุ: น้องโดนสัมภาษณ์ ตีบทแตกกระจุยกันมาก ขอปรบมือ (แปะ แปะ แปะ)
     
    ต้องขอขอบพระคุณ กราบทีมงานทุกท่านงามๆ เอาไว้ และหากขาดตกบกพร่องใครไปต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย
     
    ...แม้จะแนะนำรายชื่อทีมงานไปทั้งหมดแล้ว ฝนก็ยังไม่หยุดตก จึงมีความคิดว่าจะบนกันอีกครั้ง แล้วก็บนจริงๆ ส่งผลให้กูต้องวิ่งแก้บนเพื่อหนังเรื่องนี้ศิริรวมทั้งสิ้น 80 รอบ ด้วยกัน (ทีแรกจะวิ่ง "แก้บน" ด้วยการ "ถอดเสื้อ" วิ่งรอบมหาวิทยาลัยลัยรอบเดียว แต่ดูจะอนาจารไปหน่อย)
     
    เดินทางเข้าไปยังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ ท่ามกลางฟ้าฝนที่ยังเทกระหน่ำ ต้องรอกันอยู่พักใหญ่ทีเดียว จนเมื่อฝนก็หยุดตก แดดแรงดี และทุกคนมากันครบ การถ่ายทำในวันที่ 2 จึงเริ่มต้นขึ้น...
     
    สำหรับวันนี้จะมีเหตุการณ์ 2 ช่วงใหญ่ๆ ของหนังที่ต้องได้รับการจัดการ คือช่วงที่เป็นสารคดีซ้อนหนังในช่วงต้นเรื่อง และเหตุการณ์ในฉากท้ายๆ รวมถึงตอนจบ ซึ่งในส่วนของสารคดี นักแสดงนำชายของเราต้องทำหน้าที่พิธีกร ซึ่งพูดติดๆขัดๆกันอยู่หลายเทคทีเดียวกว่าจะรอด แต่ผลที่ออกมาก็น่าพอใจดี ส่วนน้องที่มารับบทผู้ให้สัมภาษณ์ในสารคดี เราได้พูดถึงความแรงของพวกเธอกันไปข้างต้นแล้ว ที่เหลือโปรดติดตามกันเองเมื่อหนังเสร็จ...
     
    ส่วนฉากอื่นๆ จะเป็นครั้งแรกที่ ต้น ซัน เอิร์ธ มาพบพร้อมหน้ากันทั้งในการถ่ายทำ แต่ดูจะไม่มีปัญหาอะไรในการเข้าขากันเลย เพราะดูเหมือนทุกคนจะเสื่อมแบบไม่มีใครยอมใครกันอยู่แล้ว (ตึ่ง)
     
    มีปัญหาด้านเสียงคนคุยกัน และรถที่หลั่งไหลกันเข้ามาในการถ่ายทำคัตสุดท้าย จนทำให้ต้องเทคใหม่ราว 10 เทค น่าสงสารนักแสดงนำชายและหญิงมากที่ต้องวิ่งแล้ววิ่งอีก และผลสุดท้ายที่ออกมานั้นน่าพอใจเอามากๆ ต้องขอขอบพระคุณในความ "อึด"ทน ไว้ ณ ที่นี้ด้วย
     
    เลิกกองราว 18.00 น. แบบถ่ายได้ครบถ้วนสมบูรณ์น่าพอใจเอามากๆ แต่ทางเราต้องมีภารกิจแวะไปดูหอที่จะใช้ถ่ายทำในวันสุดท้ายอีก เราจึงแวะกินหอยทอดกันก่อน (ตึ่ง) ก่อนที่จะนำรถของผู้ช่วยฯ 2 ไปดูหอพร้อมกัน ซึ่งจริงๆ ก็มีกูเข้าไปคนเดียว
     
    ห้องที่ได้ดูนั้นโอเคเกินกว่าที่คิดมาก ทำให้ต้องมีการคิดมุขใหม่ๆ เพิ่มเติมในส่วนนี้ด้วย ต้องขอขอบพระคุณพี่โป้ เจ้าของห้อง ซึ่งเป็นรุ่นพี่ของที่ปรึกษาฝ่ายข้อมูลของเราไว้ ณ ที่นี้ด้วย
     
    เดินทางกลับบ้านแบบเหนื่อยๆ ซึ่งมีเรื่องทำให้หายเหนื่อยระหว่างทาง ต้องขอขอบพระคุรทุกคนสำหรับคำแนะนำไว้ ณ ที่นี้ อะไรๆกูก็โยนมันไว้ ณ ที่นี้แหละ
     
    พบกันใหม่ในวันสุดท้ายของการถ่ายทำ...
     
     
    ชาคร ไชยปรีชา
    ผู้นอนตายไปร่วม 10 ชั่วโมง...ใครมานวดที
    03 april

    D1 ภายนอก / มธ. ศูนย์รังสิต / กลางวัน

    เมื่อวันที่ 3 เมษายน ที่ผ่านมา ถือเป็นฤกษ์งามยามดีในการเปิดกล้องภาพยนตร์สั้นเรื่อง "ไม่ไปรังสิต" อันจะเป็นผลงานภาพยนตร์สั้นลำดับที่ 6 ของกู โดยมีแผนการดำเนินงานถ่ายทำทั้งสิ้น 5 วัน อันได้แก่...
     
    1. วันจันทร์ที่ 3 เมษายน 2549 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
    2. วันอังคารที่ 4 เมษายน 2549 ณ บ้านกู (นอน)
    3. วันพุธที่ 5 เมษายน 2549 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
    4. วันพฤหัสบดีที่ 6 เมษายน 2549 ณ บ้านกู (สลบ)
    5. วันศุกร์ที่ 7 เมษายน 2549 ณ หอใครสักคน แถบบางลำภู (ปิดกล้อง)
     
    หากทีมงานเกิดสำนึกคิดขึ้นมาได้ว่าไม่ควรรวมตารางการทำงานในวันอังคารที่ 4 และวันพฤหัสที่ 6 ลงไปด้วย เนื่องด้วยสาเหตุในแง่ของภาพพจน์ ดังนั้น ตารางที่สรุปอย่างเป็นทางการจึงเหลือแค่ 3 วัน ด้วยประการฉะนี้...
     
    โดยมีขั้นตอนการทำงานในวันจันทร์ที่ 3 เมษายน 2549 ที่ผ่านมา ดังนี้...
     
    นัดผู้ช่วยผู้กำกับ 1 ไว้ ณ ห้างสรรพสินค้า เดอะมอลล์ สาขาบางกะปิไว้ในเวลา 10.30 น. แต่กูก็ตื่นมาตอน 9 โมง แล้วนั่งดูรายการผู้หญิงถึงผู้หญิงที่ฮามากๆก่อน จึงได้ฤกษ์ออกจากบ้านในเวลา 10.25 น. อันเป็นเวลาของรายการ "ผู้หญิงถึงผู้หญิง 30 ยังแจ๋ว" ซึ่งกูไม่ดู เพราะพิธีกรแก่เกินไป
     
    ยังไม่ทันจะก้าวเท้าออกจากบ้าน เม็ดฝนได้ตกโปรยปรายลงมาโดยรอบบริเวณ จึงเดินเข้าไปหยิบร่มเพื่อกางเดินออกไปเรียกแท๊กซี่ เพราะเปียกไม่ไหวแล้ว
     
    ถึงที่นัดหมายราว 11.00 น. เพื่อพบกับ นส.นุ้ย (นามสมมติ) ซึ่งมีหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้กำกับ 1 ทว่าการเดินทางกลับมีปัญหา ซึ่งไม่ใช่เรื่องของลมฟ้าอากาศ แต่เนื่องจากนาย จ. (นามย่อ) ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้กำกับ 2 และนักแสดงสมทบ ซึ่งจะขับรถนำกองถ่ายไปยังสถานที่ถ่ายทำ (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต) ได้นำรถไปเข้าอู่เพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ทางทีมงานจึงได้ซื้อแฮมเบอร์เกอร์เนื้อไม่ใส่แตงกวาดองไปฝากตามคำสั่งของผู้ช่วยฯ 2 ซึ่งพบว่าการนำแตงกวาดองออกจากแฮมเบอร์เกอร์โดยพนักงานนั้นใช้เวลารอนานถึง 3 นาทีเลยทีเดียว
     
    ไปหาผู้ช่วยฯ 2 ณ อู่ซ่อมรถ บริเวณสี่แยกโพธิ์แก้ว ทางอู่ก็พยายามเร่งมือให้กับกองถ่ายอย่างสุดฝีมือ แต่ก็ไม่สามารถเสร็จทันเวลาได้ นาย จ. จึงอารมณ์เสียมาก และเปิดเผยว่าตัวเองยังไม่ได้ไปอาบน้ำ ไม่ไหวแล้ว
     
    นัดทีมงานส่วนที่เหลือไว้ ณ สถานที่ถ่ายทำในเวลา 13.00 น. ทว่ารถซ่อมเสร็จสิ้นในเวลาราว 13.00 นั้นแล ผู้ช่วยฯ 2 ซึ่งเหนียวตัวไม่ไหวแล้ว จึงขอใช้สิทธิ์ในการขับรถ ขับพาตนเองไปชำระร่างกาย ณ เคหะสถานเสียก่อน กินเวลาทั้งสิ้น 10 นาที
     
    ไปถึงสถานที่ถ่ายทำราว 14.00 น. ท่ามกลางความเจื่อนของทีมงานที่มารอตั้งแต่บ่าย แต่จะทำอย่างไรได้ การถ่ายทำจึงรีบเริ่มต้นแต่นั้น ทว่าฟ้าฝนก็ไม่เป็นใจ หลังจากถ่ายไปได้เพียง 1 ซีน ฝนก็เทกระหน่ำลงมาอีกครั้ง ท่ามกลางความเหวอของผู้กำกับและทีมงาน ชิบหายมากๆ จึงเกิดการเปลี่ยนแผนกันขึ้นเล็กน้อย ทว่าเมื่อถ่ายทำส่วนที่ปรับเปลี่ยนเสร็จแล้ว ฝนฟ้าก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด การบนบานศาลกล่าวของผู้กำกับและผู้ช่วยฯ 1 จึงเกิดขึ้น และฝนก็หยุดตกอย่างน่าอัศจรรย์ ส่งผลให้ผู้กำกับและผู้ช่วยฯ 1 ต้องไปวิ่งแก้บน ณ ลานพ่อขุนรามคำแหงมหาราช มหาวิทยาลัยรามคำแหง ทั้งสิ้น 50 รอบ เมื่อว่าง ซึ่งจะนำผลมารายงานอีกครั้ง เมื่อมีอารมณ์
     
    เมื่อฝนหยุดตก ปรากฏว่าแสงที่เกิดในตอนนั้นมีความสวยสดงดงามมาก การถ่ายทำจึงดำเนินไปได้เรื่อยๆ ค่อนข้างราบรื่น แม้จะติดขัดปัญหาบางประการ แต่ก็พอจะแก้ถูๆไถๆ ไปได้ ซึ่งกูกราบขออภัยทุกคนไว้ ณ ที่นี้ และกราบขอบพระคุณทุกท่านที่เห็นใจและให้ความช่วยเหลือมา ณ ที่นี้ด้วย
     
    ปัญหาใหญ่เกิดขึ้นเมื่อนักแสดงนำชายขับรถป๊อปไม่คล่อง ส่งผลให้นักแสดงนำหญิงซึ่งต้องซ้อนท้ายในฉากสำคัญฉากหนึ่งเกิดความหวาดเสียวมาก เพราะเส้นทางในมหาวิทยาลัยนั้นมี "หำ" (ตัวหนอนขวางถนน) เยอะมาก แถมขับๆอยู่ก็มีรถขนปูนตามมาอีก สร้างความกดดันและความซวยให้กับสองนักแสดงนำเป็นอย่างยิ่ง ส่วนตัวผู้กำกับ ซึ่งควบตำแหน่งตากล้อง ซึ่งก็คือกูเอง ก็ต้องเสี่ยงตายโผล่ตัวออกมาถ่ายจากหน้าต่างรถเก๋งที่ขับไล่กับรถป๊อปของคู่พระ-นาง เพื่อให้ได้ภาพที่น่าพอใจที่สุด
     
    สำหรับงานในวันนี้จบลงราว 19.00 น. ณ ร้านเชสเตอร์กริลล์ เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ สาขารังสิต ทางกูต้องขอขอบคุณทีมงานทุกท่านที่เห็นใจ ช่วยเหลือ อดทน และขยันปล่อยมุขควายอีกครั้งมา ณ จุดๆนี้
     
    พบกันใหม่วันพุธ...
     
     
    ชาคร ไชยปรีชา
    ผู้กำกับ ผู้เขียนบท ผู้กำกับภาพ ไพร่ และ กูเอง
    18 maart

    จังหวะ

    เขาว่ากันว่าส่วนที่สำคัญที่สุดของเพลงคือจังหวะ
     
    แต่เราคิดว่ามันไม่ใช่แค่นั้น...
     
    ------------------
     
    วันนี้พยายามจะไปดูหนังให้ทันรอบทุ่ม 20 แต่ด้วยการจราจรที่วายป่วง ทำให้พลาดหนังรอบนั้นไป
     
    ..เริ่มอารมณ์ไม่ดี
     
    แต่ก็วางแผนใหม่ด้วยการไปดูเรื่องอื่น ที่อื่นแทน
     
    -------------------
     
    หนังจบ...
     
    โทรฯ ไปหาพี่ที่ออฟฟิศ เพื่อคุยเรื่องหนังที่เพิ่งไปดูมา
     
    ได้ความเพิ่มเติมมาว่า หนังเรื่องที่คิดจะไปดูก่อนหน้า มันเลื่อนรอบเป็นรอบ 6 โมง ถึงไปทุ่ม 20 ยังไงก็ไม่ทัน
     
    .......
     
    --------------------
     
    วันก่อนอยู่ที่ออฟฟิศ ก่อนหน้านั้นหิวมาก จึงสั่งเคเอฟซีมากิน
     
    ตกเย็น จึงมาเดินมาซื้อของที่เซเว่นฯ เพิ่ม
     
    ซื้อของเสร็จ เดินออกมา ปรากฏว่ามีพนักงานเดลิเวรี่ของแม็คโดนัลด์ เดินมาโทรศัพท์หน้าเซเว่น และทักเรา
     
    ไปๆมาๆ มันคือเพื่อนเก่าสมัย ม.ต้น ที่ไม่ได้เจอกัน 4-5 ปี
     
    .......
     
    --------------------
     
    และก็ได้มานั่งอยู่ตรงนี้
     
    นั่งพิมพ์ ในเวลานี้
     
    .......
    17 maart

    ฟิล์มบำบัด

    ตอนที่จะถ่ายหนังสั้น มีคนมาถามเราหลายคนว่า "ทำไปทำไมอ่ะ"
     
    ซึ่งคำตอบส่วนใหญ่ที่คนเหล่านั้นมักจะได้รับคือ "เอาไปส่งประกวด"
     
    กลับมานั่งคิด อืมม..แล้วกูทำไปเพื่ออะไรวะ?
     
    --------------
     
    ราวตีสี่ของวันก่อน ไอเดียเกิดพุ่งกระฉูดกระทันหัน เขียนทรีตเมนท์แบบย่นย่อของหนังเรื่องใหม่เสร็จภายในเวลาอันรวดเร็ว...แต่ก็ขาดเพียงแค่ตรรกะที่จะเอามาอธิบายเหตุผลในช่วงท้ายเท่านั้น
     
    ..เราปล่อยมันค้างไว้อย่างนั้นก่อน..
     
    วันรุ่งขึ้น ตื่นมาประมาณเที่ยงๆ บ่ายๆ สิ่งที่อยากทำที่สุดคือออกไปข้างนอก กินกาแฟเย็นใส่น้ำแข็งป่นๆ อ่านหนังสืออะไรซักอย่าง แล้วก็นั่งคิดว่าจะเอายังไงกับช่วงท้ายของบท
     
    คือรู้สึกว่า ถ้ายิ่งจ้องอยู่หน้าคอมฯ ก็ยิ่งไม่ได้อะไรเข้าไปกันใหญ่
     
    --------------
     
    ช่วงเขียนบทเป็นช่วงเวลาที่รู้สึกเหมือนเป็นช่วงเรียนรู้มากมาย ข้อมูลทั้งหมดที่เคยได้รับมาในชีวิตถูกนำมาประมวลผล วิเคราะห์ และกลั่นกรองออกมาอีกครั้งหนึ่ง บางครั้งก็ได้รับความรู้ใหม่ๆเข้ามาจากการไปหาข้อมูลเสริม..ฟังดูวุ่นวายปวดหัวดีแท้
     
    ---------------
     
    บางคนเคยบอกไว้ว่า บทที่ออกมาจะสะท้อนสิ่งที่อยู่ในใจของคนเขียนไม่มากก็น้อย ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง...มีส่วนจริง ถึงจะเพิ่งเขียนมาแค่ไม่กี่เรื่อง แต่ดูเหมือนหนังที่เราเขียนได้ดีคืออะไรขำๆ ไม่ต้องซีเรียสมาก ทั้งๆที่ตัวจริงชอบดูหนังเครียดอย่างมากมายมหาศาล
     
    หรือมันอาจเป็นการเติมอะไรที่เราขาดไป หรือเปล่า?
     
    ---------------
     
    แค่กลับมาเขียนถึงเรื่องเขียนบท ก็เหมือนเป็นการทบทวนอะไรบางอย่างในชีวิตไปแล้ว...จริงไหม?
     
    *